ย้อนกลับ
10 ข้อควรตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนขับ ลดความเสี่ยง และเพิ่มอายุการใช้งาน

10 ข้อควรตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนขับ ลดความเสี่ยง และเพิ่มอายุการใช้งาน

10 เช็คก่อนขับ สภาพรถดี ลดความเสี่ยง เพิ่มอายุการใช้งาน

        วันนี้ DriveDee ชวนเพื่อนๆ มาตรวจเช็คสภาพรถกัน เพราะการเช็คสภาพรถยนต์ไม่ใช่แต่ช่วยลดความเสี่ยงเวลาเพื่อนๆ ขับเท่านั้นนะ ถ้าหากใครอยากให้รถคันโปรดอยู่กับเราไปนานๆหละก็การเช็คสภาพรถสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยหละ เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่ารถที่เพื่อนๆ ขับกันอยู่นั้นอายุการใช้งานนานเกิน 10 ปีเชียวนะ นี่คืออย่างน้อยนะ เพราะเครื่องยนต์นั้นมีอายุการใช้งานที่นานกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นก็หมายถึงเพื่อนๆต้องมีการดูแลรักษารถที่ถูกต้อง หมั่นตรวจเช็ครถยนต์เป็นประจำอยู่เสมอ และสิ่งสำคัญต้องไม่ลืมต่อประกันที่จะหมดอายุทุกปีด้วยนะ ใครใกล้หมดแล้วลองเช็คเบี้ยกับ DriveDee ก่อนได้เลย คลิก!

เช็คเบี้ยประกันรถยนต์

มาดูกันเลยว่าวิธีการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ 10 จุดที่ DriveDee แนะนำว่าเพื่อนๆควรเอาใจใส่ก่อนการเดินทางกันมีอะไรบ้าง

1.เช็คระบบของเหลวทุกอย่างของรถ

        เริ่มตั้งแต่น้ำมันเครื่องที่ควรอยู่ในระดับที่กำหนดไว้ และมีอายุการใช้งานซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทน้ำมันที่เพื่อนๆเลือกใช้น้ำมันเครื่องจะอยู่ที่ 5,000-10,000 กม.มีอายุอยู่ได้ประมาณ 5 เดือน แล้วแต่ว่าอะไรถึงก่อน เพราะฉะนั่นหมั่นดูด้วยหละว่าครบกำหนดเปลี่ยนแล้วหรือยัง น้ำมันเบรกและน้ำมันเกียร์ซึ่งก็ควรเพียงพออยู่ในระดับที่กำหนดไว้ สองอย่างนี้มีอายุการใช้งานนานกว่าน้ำมันเครื่องไม่ต้องเปลี่นบ่อยๆ แต่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีก็ต้องหมั่นเปลี่ยนตามรอบอายุการใช้งานเช่นกัน  น้ำยาล้างกระจกที่ดูเหมือนไม่ได้สำคัญนะ แต่เมื่อเพื่อนๆต้องเดินทางไกล ๆ ฝุ่นที่เกาะกระจกรถเพื่อนๆจะทำให้ทัศนะวิสัยแย่ลงก็ต้องอาศัยน้ำยาล้างกระจกนี่แหละที่ช่วยชำระล้างกระจกให้สะอาดหมดจด

2.เช็คระบบสายพาน

        สายพานเครื่องยนต์เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ก็มีโอกาสที่จะหย่อนยานลง สมรรถนะในการขับขี่ก็จะด้อยประสิทธิภาพลง ควรปรับให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ เฟืองส่วนไหนที่ฝืดก็หยอดน้ำมันให้เรียบร้อย เท่านี้รถของเพื่อนๆก็วิ่งฉิวแล้ว

3.เช็คแบตเตอรี่ 

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ควรเช็คแบตเตอรี่ด้วย

        ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสายเชื่อมแต่ละจุดนั้นแน่นหนาดี สะอาดดี มีไฟพร้อมใช้งาน เพื่อให้ระบบไฟรถยนต์ทำงานได้เป็นปกติ ไม่ตายกลางทาง หากเริ่มมีอาการสตาร์ทติดยากขึ้น มีเสียงแช๊ะๆ อาจจะต้องเตรียมตัวได้แล้วว่ากำลังจะต้องเปลี่ยนใหม่ หรือหากไม่แน่ใจเพื่อนๆสามารถเข้าไปให้อู่ที่มีเครื่องเช็คระบบไฟ เช็คให้ก็ได้นะ และที่สำคัญต้องรู้ประเภทแบตเตอรี่ของตัวเองด้วยหละว่าเป็นแบบธรรมดา (CONVENTIONAL) แบบนี้ต้องหมั่นเช็คน้ำกลั่นเพื่อไม่ให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าเส้นบอกระดับล่าง หรือแบบไฮบริด (HYBRID) หรือกึ่งแห้ง แบบนี้หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพราะดูเหมือนไม่มีช่องเติม แต่จริงๆแล้วเมื่อใช้ไปนานๆก็ต้องเติมเช่นกัน แต่จะสูญเสียน้ำน้อยกว่าประเภทธรรมดา และแบบสุดท้ายสบายสุดคือแบบแห้งไม่ต้องดูแล (MAINTENANCE FREE) ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับรถที่ใช้งานหนักๆ

4.เช็คระบบเบรก

        ระบบนี้สำคัญมากหากระบบเบรกไม่เป็นปกติ อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายได้ เพื่อนๆควรตรวจสอบผ้าเบรกว่ายังเหลืออยู่ในระดับที่ปลอดภัย หากเบรกเริ่มมีเสียงเอี๊ยดๆนั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าผ้าเบรกเริ่มบางแล้ว หรือว่าหากรู้สึกว่าเบรกต่ำกว่าปกติ หรือต้องดึงเบรกมือสูงกว่าปกตินั่นคืออาหารขอผ้าเบรคเริ่มสึกควรเข้าไปเช็คเพื่อทำการเปลี่ยนผ้าเบรกจะดีกว่า ส่วนของน้ำมันเบรกที่ต้องเติมอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่ต่ำ หรือสูงเกินกำหนด

5.เช็คระบบไฟส่องสว่าง

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ควรเช็คระบบไฟส่องสว่างด้วย

        ส่วนมากไฟหน้าหากเสียไปเราก็มักจะสังเกตเห็นได้ขณะขับ แต่หากเป็นไฟหลังอาจจะต้องให้คนอื่นช่วยดูให้ ลองเหยีบเบรกดูว่าไฟเบรกยังติดดีอยู่ไหม เพราะการเดินทางของเพื่อนๆบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเดินทางในช่วงค่ำคืน หากระบบไฟไม่ดีก็จะเป็นปัญหาในการเดินทาง และอาจจะเกิดอันตรายได้ เพราะหากขับตอนกลางคืนแล้วไม่มีไฟ อาจจะทำให้เพื่อนร่วมทางมองไม่เห็นเรา แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ DriveDee เป็นห่วง

6.เช็คระบบไอเสีย

        ตรวจสอบดูว่ามีคราบน้ำมันหรือไม่ มีเสียงดังผิดปกติ ถ้ามีสิ่งเหล่านี้แสดงว่ามีอาการผิดปกติแล้ว หรือพบว่ามีควันรั่วออกมานั่นบ่งบอกว่าเพื่อนๆต้องรีบทำการแก้ไขโดยด่วนแล้ว

7.เช็คการทำงานของเครื่องยนต์

        ตรวจสอบดูว่าเครื่องยนต์ยังทำงานเป็นปกติหรือไม่ เครื่องยนต์ที่ทำงานเป็นปกตินั้นจะให้กำลังขับที่สมดุล เผาไหม้ได้ดี ลดการปลดปล่อยมลพิษได้มากที่สุด

8.เช็คระบบทำความเย็น

        เครื่องปรับอากาศนั้นช่วยให้การขับขี่ของเพื่อนๆสะดวกสบายที่สุด ระบบที่ทำงานเป็นปกติจะไม่ฉุดกำลังของเครื่องให้ต่ำลง

9.เช็คระบบพวงมาลัยและระบบกันสะเทือน

        ตรวจสอบดูว่าพวงมาลัยของเพื่อนๆทำงานได้ดีอยู่ใช่หรือไม่ ระบบโช้คของเพื่อนๆยังคงดีอยู่หรือไม่ หรือขณะขับมีเสียงดังตอนตกหลุมหรือเลี้ยวโค้งบ้างหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าระบบข้อต่อโช้คของเพื่อนๆเริ่มมีปัญหาแล้ว

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ ควรเช็คลมยางด้วย

10.เช็คลมยาง

        ข้อนี้เพื่อนๆสามารถเช็คและเติมเองได้โดยจะมีเครื่องเติมลมยางให้บริการอยุ่ตามปั๊มน้ำมัน หากรู้สึกว่าเริ่มเลี้ยวยากพวงมาลัยหนักหละก็ เลี้ยวเข้าปั๊มแล้วเช็คก่อนค่อยไปต่อ แรงดันลมยางควรอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน ไม่แข็งหรือไม่อ่อนเกินไป หากแข็งเกินไปก็ทำให้ควบคุมรถได้ยาก หากอ่อนเกินไปก็ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และแรงดันลมยางทั้งสี่เส้นต้องสมดุลกัน เพราะช่วยในเรื่องของการควบคุมรถ

        การตรวจเช็คสภาพรถยนต์ทั้ง 10 อย่างนี้เพื่อนๆอาจเช็คทีละอย่าง สองอย่างก็ได้ บางอย่างก็สามารถเช็คเองได้ แต่สำหรับสาวๆอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาเข้าศูนย์หรืออู่ซ่อมก็อาจจะฝากให้ช่างช่วยดูให้บางที่ก็มีบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้ฟรีด้วยหละ และที่สำคัญอย่าลืมเช็คประกันรถของเพื่อนๆด้วย หากหมดอายุก็ต่อประกันรถยนต์เสียให้เรียบร้อย เพราะในการใช้ชีวิตประจำวันของเพื่อนๆอาจพบเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อใดก็ได้ หากไม่ได้ต่อไว้ รถของเพื่อนๆก็ไม่อยู่ในประกัน ความคุ้มครองและผลประโยชน์ที่เพื่อนๆจะได้รับก็จะเสียไป ดีไม่ดีต้องเสียเงินมากมายในการซ่อมอีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่เพื่อนๆควรต่อประกันรถยนต์ให้อยู่ในความคุ้มครองอยู่เสมออย่างไรล่ะ
        นอกจากนี้ถ้าจะมองหาประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ราคาคุ้มค่าสำหรับคนขับรถดี ก็สามารถเช็คค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ DriveDee ที่รับรองโดยบริษัทโตเกียวมารีนและสัมผัสความเหนือชั้นของประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกัน 2+และ ประกัน 3+ได้เลย หรือโทรสอบถามฝ่ายบริการลูกค้าสัมพันธ์ 02-306-9000

เช็คเบี้ยประกันรถยนต์

 

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์วันนี้ รู้ผลทันที

เช็คเบี้ยประกัน

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่

บริษัท โตเกียวมารีนอินชัวรันส์โบรกเกอร์ จำกัด
เลขที่ 1 อาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ชั้น 40 ห้อง 4012
ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120

Reg. No: 0105558055510

ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า

02-306-9000

ให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์
เวลา 09.00 น. - 18.00 น.

ติดต่อฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน

02-306-9000

info@tokiomarine.co.th

ติดต่อบริการด้านการเคลม

02-6868616 กด 4

ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ช.ม.

แจ้งเหตุขัดข้องในการใช้งานเว็บไซต์

02-306-9000

info@tokiomarine.co.th

ให้เราติดต่อกลับ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา

โทร 02-306-9000

ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยของเราแนะนำ

หรือฝากข้อมูลให้เราติดต่อกลับได้เลย

ช่วงเวลาที่สะดวกในการติดต่อ

ส่งข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

ทางเรารีบจะดำเนินติดต่อกลับในช่วงเวลาที่คุณระบุ